ทำไมคลินิก “ห้ามเปิดเครื่องมือแพทย์ความงามทันที” หลังน้ำท่วม
หลังเกิดน้ำท่วม หลายคนคงอยากรู้ว่าเครื่องมือยังใช้ได้อยู่หรือไม่ แต่อย่าเพิ่งลองเปิดเครื่องเด็ดขาด เพราะน้ำที่ซึมอยู่สามารถทำให้วงจรไฟฟ้าช็อตทันทีที่เปิดสวิตช์ นอกจากจะทำลายแผงวงจรแล้วยังเสี่ยงทำให้เกิดไฟไหม้หรือไฟฟ้าดูดได้อีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “อย่าเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เปียกน้ำเข้ากับกระแสไฟฟ้า” จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยจริง ๆ การฝืนเปิดเครื่องที่ยังชื้นไม่เพียงทำให้ความเสียหายลุกลาม แต่ยังอาจเกิดอันตรายต่อผู้ใช้และบุคลากรในคลินิกด้วย
จุดสำคัญที่มักเสียหายมากที่สุด ในเครื่องมือแพทย์ความงาม
- แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และระบบไฟฟ้า
น้ำที่ขังอยู่บนแผงวงจรสามารถลดประสิทธิภาพของฉนวนไฟฟ้า กัดกร่อนลายวงจร และทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นได้ ส่งผลให้เครื่องทำงานผิดปกติหรือเสียหายถาวร - ขั้วต่อและสายไฟต่าง ๆ
ความชื้นทำให้ขั้วต่อโลหะและสายไฟเกิดสนิมหรือออกไซด์ ซึ่งจะรบกวนการส่งสัญญาณไฟฟ้า นำไปสู่วงจรขัดข้องหรือระบบล้มเหลวทั้งระบบได้ - ชุดจ่ายพลังงาน
อุปกรณ์จ่ายไฟเช่นฟิวส์ เบรกเกอร์ หรือขดลวดหม้อแปลงที่โดนน้ำมักเกิดการผุกร่อนและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วจากปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเคมี ส่งผลให้ระบบไฟของเครื่องไม่เสถียรหรือใช้งานไม่ได้ - มอเตอร์หรือชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว
หากเครื่องมือมีมอเตอร์หรือปั๊ม (เช่น ระบบหล่อเย็นของเลเซอร์บางชนิด) น้ำที่ซึมเข้าไปอาจทำให้ชิ้นส่วนโลหะภายในเป็นสนิม หรือมอเตอร์ไหม้ได้ - ส่วนที่สัมผัสผู้ป่วยหรือชิ้นส่วนภายนอก
อุปกรณ์ส่วนหัว ก้านจับ หรือพื้นผิวที่สัมผัสคนไข้ หากปนเปื้อนน้ำท่วมที่สกปรก ควรระวังเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อโรคและต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี
ต้องการทีมช่าง Click!!
ขั้นตอนเบื้องต้นในการดูแลเครื่องมือแพทย์หลังน้ำลด (ที่คลินิกสามารถทำเองได้)
- ตัดไฟหลักและถอดปลั๊กอุปกรณ์
ก่อนจับต้องเครื่องใด ๆ ให้ปิดสวิตช์ไฟฟ้าที่แผงหลักของอาคาร เพื่อความปลอดภัย จากนั้นถอดปลั๊กเครื่องมือแพทย์ความงามทุกชิ้นออกจากเต้ารับทันที (อย่าลืมว่าพื้นที่เปียกชื้นอาจนำไฟฟ้าได้) - ย้ายเครื่องไปบริเวณแห้ง
หากเป็นไปได้ ควรย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดออกจากพื้นที่เปียกน้ำ ไปยังบริเวณที่แห้งและปลอดภัย เพื่อลดการสัมผัสความชื้นเพิ่มเติม และป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้าหากไฟฟ้ากลับมาจ่าย - ทำความสะอาดภายนอกอย่างระมัดระวัง
ใช้ผ้านุ่มที่แห้งและสะอาด (เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์) ซับน้ำหรือน้ำโคลนที่เกาะอยู่บนพื้นผิวภายนอกของเครื่องออกให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้าที่มีขนหลุดง่าย เพราะอาจทิ้งเศษไว้บนอุปกรณ์ได้ หากอุปกรณ์มีคราบดินโคลนติดอยู่ ให้ล้างออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดแล้วเช็ดซ้ำด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง (สวมถุงมือยางป้องกันทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสน้ำสกปรก) - เปิดฝาครอบเพื่อระบายความชื้น (ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย)
ในกรณีที่เครื่องมือมีฝาครอบหรือแผงปิดที่พอจะถอดออกได้ง่าย และการถอดไม่ทำให้การรับประกันเป็นโมฆะ ให้ลองเปิดฝาครอบเหล่านั้นออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทถึงวงจรภายในมากขึ้น ระมัดระวังในการถอดและเก็บสกรูหรือชิ้นส่วนให้ครบ จากนั้นใช้ผ้าแห้งซับน้ำที่ขังอยู่ภายในเครื่องออกให้มากที่สุด - เร่งกระบวนการทำให้แห้ง
หลังเช็ดคราบน้ำออกแล้ว ให้ผึ่งเครื่องมือไว้ในที่อากาศถ่ายเท หรือใช้พัดลมเป่าเพื่อช่วยไล่ความชื้น หลีกเลี่ยงการใช้ไดร์เป่าผมที่ให้ความร้อนสูงเกินไป เพราะความร้อนอาจทำลายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ สำหรับความชื้นที่ซ่อนอยู่ตามซอกเล็ก ๆ สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียก/แห้งช่วยดูดน้ำออก หรือใช้ Compressed Air เป่าไล่หยดน้ำตามแผงวงจรและขั้วต่ออย่างเบามือ - ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเปิดใช้งาน
เมื่อดำเนินการข้างต้นแล้ว อย่าเพิ่งลองเปิดเครื่องใช้งานเอง ขั้นตอนต่อไปคือการติดต่อผู้ผลิตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์มาตรวจสอบสภาพเครื่องอย่างละเอียดก่อน เครื่องมือที่ผ่านน้ำท่วมควรได้รับการประเมินและแนวทางแก้ไขจากผู้ผลิต เช่น วิธีการทำความสะอาดภายใน การอบแห้ง และการฆ่าเชื้อที่เหมาะสม รวมถึงต้องพิจารณาว่าควรมีการสอบเทียบหรือรับรองความปลอดภัยใหม่หรือไม่ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ทราบว่าอุปกรณ์ชิ้นใดซ่อมได้และชิ้นใดควรเปลี่ยนใหม่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งานต่อไป
“ปัญหาที่มองไม่เห็น” ความชื้นสะสมในเครื่องมือแพทย์คือภัยเงียบที่อันตรายที่สุด

แม้ภายนอกเครื่องมือจะแห้งสนิทดีแล้ว แต่อาจมีความชื้นหลงเหลือสะสมอยู่ภายใน ซึ่งกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่คุกคามอุปกรณ์ของคุณในระยะยาว ความชื้นที่แฝงตัวอยู่ตามแผงวงจรและส่วนประกอบโลหะภายในจะค่อย ๆ กัดกร่อนโลหะและลายวงจรทีละน้อยโดยเราไม่ทันสังเกต ส่งผลให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพลงทุกขณะ ซึ่งช่วงแรกเครื่องอาจใช้งานได้ตามปกติ แต่ความชื้นจะค่อย ๆ “บ่อนทำลาย” จนวงจรเสียหายในที่สุด นอกจากนี้ หากเครื่องมือถูกเก็บไว้ในที่ชื้นหรือสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง ภายในอุปกรณ์อาจเกิดการควบแน่น (Condensation) เป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ที่สร้างไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นหลังน้ำท่วม คลินิกจึงต้องให้ความสำคัญกับการไล่ความชื้นออกจากเครื่องมือแพทย์ความงามทุกซอกมุม และอย่าใช้งานอุปกรณ์นั้นจนกว่าจะมั่นใจว่าแห้งสนิทและปลอดภัยจริง ๆ
มาตรฐานการตรวจเช็กเครื่องมือแพทย์ความงามหลังน้ำท่วม ที่คลินิกควรมองหา
- การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
ก่อนนำเครื่องมือที่เคยโดนน้ำท่วมกลับมาใช้งาน ต้องให้วิศวกรหรือช่างผู้ชำนาญตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างละเอียด ทั้งในแง่ความเสียหายทางกายภาพและความปลอดภัยทางไฟฟ้า เช่น ตรวจหาคราบสนิม ตรวจวัดค่าความต้านทานฉนวนไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อประเมินว่าอุปกรณ์ใดบ้างที่ยังใช้งานได้และอุปกรณ์ใดมีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้งานต่อ อย่าคิดว่าอุปกรณ์ที่ดูแห้งแล้วจะปลอดภัยเสมอไป หากไม่ได้รับการตรวจและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เพราะยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ในระยะยาวได้
- การทำความสะอาดภายในและการฆ่าเชื้อ
สำหรับเครื่องมือที่ประเมินแล้วว่ายังมีโอกาสซ่อมแซมได้ (Salvageable) ควรดำเนินการทำความสะอาดภายใน อบแห้ง และฆ่าเชื้อโรคตามขั้นตอนที่ผู้ผลิตแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงเปลี่ยนน้ำยาหรือไส้กรองต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่อาจปนเปื้อนจากน้ำท่วม ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ในระบบก่อนนำกลับมาใช้งานกับคนไข้ (น้ำท่วมมักปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารเคมี และสิ่งสกปรก ซึ่งสามารถทำลายความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ได้หากทำความสะอาดไม่ทั่วถึง
- การซ่อมแซมและการเปลี่ยนอะไหล่ที่ชำรุด
ในกรณีที่ชิ้นส่วนบางอย่างได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น แผงวงจรไหม้หรือมอเตอร์ช็อตเสียหาย มาตรฐานคือให้แยกชิ้นส่วนเหล่านั้นออกและเปลี่ยนใหม่ อย่าพยายามดัดแปลงใช้งานชิ้นส่วนที่เสียหายเกินแก้ เพราะอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนภายหลังได้ ผู้ผลิตมักให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการทิ้งทำลายอุปกรณ์ที่ไม่สามารถกู้คืนได้อย่างปลอดภัย และการจัดหาอะไหล่มาเปลี่ยนทดแทน การเปลี่ยนอะไหล่ควรใช้ชิ้นส่วนแท้หรือชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อรักษามาตรฐานการทำงานของเครื่องมือให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย - การสอบเทียบและรับรองความปลอดภัยก่อนใช้งาน
หลังจากซ่อมแซมและประกอบเครื่องมือกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ควรดำเนินการสอบเทียบ (Calibration) และตรวจรับรองความปลอดภัยของเครื่องมือใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะนำไปใช้รักษาคนไข้จริง อาจให้ผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบค่าพลังงานหรือประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องมือว่ากลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้ว เช่น เครื่องเลเซอร์ควรถูกตรวจวัดว่าพลังงานที่ยิงออกมาตรงตามค่าที่ตั้งไว้ เครื่องมือที่ผ่านกระบวนการนี้จะได้รับการรับรองว่าใช้งานได้อย่างปลอดภัยเทียบเท่าก่อนเกิดน้ำท่วม (การรับรองนี้สำคัญทั้งในแง่ความปลอดภัยของคนไข้และป้องกันความรับผิดทางกฎหมายของคลินิก)
สรุป
น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่หากเกิดขึ้นแล้ว การรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของคลินิกความงาม เครื่องมือแพทย์ที่ถูกน้ำท่วมจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อย่าเสี่ยงเปิดเครื่องทันที จำไว้ว่า “ความชื้น” คือภัยเงียบที่อันตราย ต้องกำจัดออกให้หมดและให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบรับรองความปลอดภัยก่อนนำกลับมาใช้งาน ทุกขั้นตอนที่ลงทุนลงแรงไปจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่อง และรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้กับคลินิกและคนไข้ของเราในที่สุด
